บันทึกเรื่องนี้   เพื่ออุทิศให้กับครูคุมสอบคนหนึ่งของโรงเรียนแสงทองวิทยา จำได้ว่าชื่อว่า ครูยอดรวม อุสาหะ เป็นเหตุการณ์กว่ายี่สิบปีแล้ว  จากการให้โอกาสเพียงเล็กน้อยหรือจุดประกายไฟของเด็ก แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย  ก็ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้  จนเกิดความฮึดสู้และพยายามจนได้รับความสำเร็จระดับหนึ่งในชีวิตตอนนี้  เรื่องดังกล่าวเป็นบันทึกความทรงจำที่ค่อนข้างจะลืมเลือนเขียนไว้ก่อนจะไร้ความทรงจำมิใช่เป็นการโอ้อวดแต่อย่างใด

ปีนั้น  เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ง. ห้องบ๊วย (ห้องรวมเด็กเรียนไม่เก่งและชอบคุยกันในห้องเรียน)  จำได้ว่าเป็นการสอบกลางภาคสองของปี (สมัยนั้นปีการศึกษาหนึ่งจะมีสามภาคการศึกษา)  ในการจัดห้องสอบก็นั่งตามเลขที่ประจำตัวนักเรียน  ปรากฏว่า  ได้ที่นั่งหลังสุดของห้องเรียน   ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าสายตาสั้นแล้ว  เพราะตอนที่ครูเขียนโจทก์คำถามบนกระดานดำ(ใช้ชอร์ค) เขียนอยู่  ก็ต้องขยี้ตาแล้วอ่านไม่ออกเลย  เห็นเป็นกลุ่มควันหมอกบนกระดานดำ เลยกระซิบเพื่อนนั่งข้าง ขอลอกคำถามมาเพื่อตอบข้อสอบ  ครูคุมสอบเลยเดินเข้ามาหา  ถามว่าลอกหรือบอกคำตอบกันหรือเปล่า  ทั้งผมและเพื่อนก็บอกไม่ได้ลอกหรือบอกกันแต่อย่างใด แต่ผมอ่านหนังสือที่เขียนบนกระดานไม่ออกเลย   จึงต้องขอลอกคำถามจากเพื่อน  ครูแกก็ไม่ว่าอะไรแต่หยิบเอาคำถามที่เขียนบนกระดานดำมาให้เพื่อตอบข้อสอบ  และบอกว่าไม่ต้องไปถามเพื่อนอีกจะนำมาให้ทุกครั้ง  หลังจากที่เขียนคำถามเสร็จ  (สมัยนั้นครูคุมสอบห้องหนึ่งจะคุมกันทั้งอาทิตย์ และโจทก์ส่วนใหญ่ก็เป็นคำถามอัตนัย(แบบบรรยาย) หรือตอบบนกระดาษคำตอบ  และครูคุมสอบคนนี้ก็ไม่ใช่ครูประจำชั้นด้วย  ไม่เคยเรียนในวิชาของแกแต่อย่างใด  เพราะแกสอนระดับประถมศึกษาในตอนนั้น)

 

ตั้งแต่ได้รับคำถามข้อสอบมาครั้งแรก  ก็เกิดแรงฮึดขึ้นมาว่า  ไม่อยากทำให้ครูเสียใจที่อุตส่าห์จะนำมาให้ทุกครั้ง  เลยตั้งใจตอบคำถาม และช่วงพักเรียนหรือกลับบ้าน  ก็ทบทวนวิชาที่เรียนเพื่อเตรียมสอบอย่างเต็มที่   ตั้งใจอ่านหนังสือมากขึ้นกว่าเดิม  เพราะปกติเป็นคนติดเพื่อนในกลุ่มที่ชอบเล่นกีฬาในที่ร่มหรือจับกลุ่มพูดคุยกันในเวลาเรียน และนอกห้องเรียนเป็นประจำ  กอปรกับช่วงนั้นเริ่มไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับโรงเรียนมงคลภาษา (ครูมงคล
กุลประเสริฐ) หลังเลิกเรียน  และพยายามทำแบบฝึกหัดทุกวันจนสามารถกระจายไวยากรณ์ภาษาอังกฤษและตอบคำถามภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเดิมมากขึ้น  สมัยคะแนนสอบภาษาอังกฤษและคำนวณมีน้ำหนักมากกว่าทุกวิชาในการสอบ

 

ผลการสอบครั้งนั้น  กระโดดคะแนนจากที่ปลาย ๆ ของห้องเรียนมาเป็นอันดับหนึ่งของห้องเรียน  ทำให้เพื่อนฝูงในห้องเรียนและครูอาจารย์ที่สอนงงและแปลกใจกันไปตาม  ๆ กัน  เพราะไม่ค่อยมีใครเชื่อกันเท่าไรนัก  และที่ผ่านมาก็เป็นเด็กค่อนข้างเงียบ ๆ ในบางครั้งแต่ชอบเกาะกลุ่มเพื่อน ๆ ในการเล่นกีฬาและพูดคุยมากกว่าเรียนหนังสือ  หลังจากสอบได้เป็นที่หนึ่งของห้องก็เป็นปัญหากับตัวเองตลอด  เพราะครูที่เข้าสอนทุกคนในสัปดาห์แรกก็จะถามก่อนว่า  ใครสอบได้ที่หนึ่งและต้องโชว์ตัวทุกครั้ง  เขินอายเหมือนกันในช่วงแรก ๆ และสัปดาห์ต่อ ๆ ไป เวลาครูถามปัญหาแล้วหาคนตอบไม่ได้  ก็จะชี้ตัวมาที่คนสอบได้ที่หนึ่งในห้องเรียนก่อน  ทำให้ต้องมุมานะและขยันเรียนมากกว่าเดิม  ทำให้เพื่อนร่วมกลุ่มค่อย ๆ เหินห่างกันไป เพราะเริ่มเกรงใจเรื่องเป็นเด็กเรียนแล้วไม่ค่อยจะมาเฮฮาเหมือนสมัยก่อน  ที่หลังโรงเรียนเลิกแล้วจะชวนกันไปเที่ยวแตะลูกบอลพลาสติค  พนันกันนัดละหนึ่งบาท(เอามาซื้อน้ำดื่มหรือพูดคุยถากถางฝ่ายแพ้ฟุตบอลกันบ้างหรือชวนกันเดินเที่ยวในที่ต่าง ๆ

 

ในช่วงเทอมสาม  สายตาเริ่มแย่มากขึ้นจนเริ่มปวดหัวเวลาเรียนหรืออ่านหนังสือ  จนต้องไปตัดแว่นสายตาสั้นมาใส่เป็นคนแรกในห้องเรียน  ก็ถูกเพื่อนบางคนในห้องเรียกไอ้แว่น  แต่ก็มีเพื่อนบางกลุ่มปกป้องให้  หลังจากนั้นสองสามอาทิตย์ก็เริ่มมีเพื่อนอีกสองสามคนใส่แว่นตามมา จากการฮึดสู้ครั้งนั้น  มีผลต่อเนื่องถึงการสอบปลายภาคที่สองและภาคสุดท้าย  ได้ที่หนึ่งมาตลอดจึงต้องย้ายชั้นเรียนจากห้องบ๊วยไปเรียนห้อง ก.(หรือห้องคิงส์ในปัจจุบัน) เป็นธรรมเนียมของโรงเรียนนี้คือ ที่หนึ่งของห้อง ข ค ง จะได้ย้ายไปเรียนห้อง ก (หรือห้องคิงส์) ส่วนที่เหลือก็อาจจะขยับขยายไปห้อง ข หรือ ค เท่านั้น แต่น้อยมาก  พอย้ายไปห้อง ก. ตอนมัธยมศึกษาปีที่สองแล้ว  เพื่อนฝูงเดิมที่ห้อง ง. ก็เริ่มห่างเหินกันไปอีก  และต้องปรับตัวกว่าสามเดือนจึงจะเรียนตามเพื่อนในห้องคิงส์ทัน  จนติดกลุ่มไม่เกินที่สิบห้าของห้องเรียนได้ในที่สุด  และมีผลต่อเนื่องถึงการเรียนในระดับสูงต่อ ๆ มา

 

บันทึกชิ้นนี้  จึงขอมอบให้กับครูคุมสอบผู้นั้น  และคุณครูทุกคนที่เคยจุดประกายไฟเด็กให้ลุกโชติช่วง  ขึ้นมาต่อสู้กับชีวิตการเรียนอีก ขอผลบุณย์ใด ๆ ที่มีจงสำเร็จแก่บรรดาครูเหล่านั้น