นานหลายปีแล้วที่อยากจะเขียนเรื่องนี้จากความทรงจำ

จำภาพหญิงมีอายุ เชื้อชาติจีน สัญชาติจีน ได้เมื่อวันที่ไปเยี่ยมแกตอนหัวค่ำ ที่บ้านห้องแถวหลังโรงภาพยนตร์โอเดียน  หรือที่เรียกว่า บ้านให้เช่าคุณพระ(เสน่หามนตรี)  แม่ให้เรียกแกว่า  โค้วอึ้ม หรือ ป้าโค้ว จำได้ว่าทะเลาะแย่งของเล่นตุ๊กตารูปเป็ดหรือไง ไม่แน่ใจนัก กับลูกชายของแก แล้วแกมาห้ามไม่ให้ลูกแกทะเลาะกับเรา แต่ก็ยังทะเลาะกันประสาเด็ก จนกระทั่งกลับบ้านในเวลาต่อมา

แม่เล่าให้ฟังว่า  สามีแกเป็นหมอจีนรักษาโรคทั่วไป  แต่ถูกยิงเสียชีวิตในตอนค่ำวันหนึ่ง  ในสมัยพ่อกับแม่ไปอยู่บ้านให้เช่าละแวกเดียวกันในสมัยก่อน  ตำรวจสันนิษฐานว่า เป็นการยิงผิดคน  ตอนนั้นยังเล็ก ๆ อยู่มาก จำความอะไรไม่ได้  ตั้งแต่นั้นแกก็เลี้ยงดูลูกชายตลอดมา  ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงที่ไปขอมาจากครอบครัวคนจีนที่กรุงเทพฯ แห่งหนึ่ง  (เป็นวัฒนธรรมคนจีนแต่ก่อน  ที่จะต้องมีลูกชายไว้สืบแซ่(สายสกุล)  และลูกเลี้ยงของแกก็เคยไปพบกับพ่อแม่ที่แท้จริงเมื่อตอนวัยรุ่น แต่ก็อยู่อาศัยกับพ่อแม่ที่แท้จริงพร้อมกับพี่น้องด้วยกันได้ไม่นาน จำได้ว่าไม่กี่เดือน ก็กลับมาอยู่ที่หาดใหญ่อีกครั้ง  เพราะขาดการติดต่อและสายสัมพันธ์เครือญาติ  รวมทั้งความเอาใจใส่ที่แกรักเหมือนลูกแท้ ๆ ไม่ได้  ตอนนี้เปิดร้านค้าในหาดใหญ่เกี่ยวกับการ ให้เช่า บูชา พระพุทธรูป

มีช่วงหนึ่ง  แม่ต้องไปผ่าตัดต่อมไทรอยด์ที่โรงพยาบาลสงขลา  และพ่อต้องไปเฝ้าคนไข้  โค้วอึ้ม ก็มาดูแลที่บ้านทุก ๆ วัน อย่างเป็นห่วงเป็นใย เหมือนกับญาติสนิท  แม้ว่าที่บ้านจะมีพี่ชายและพี่สาวดูแลน้อง ๆ กันอยู่  แต่ก็มีความอบอุ่นใจที่มีผู้ใหญ่มาดูแลและถามไถ่ตลอดเวลา  จนกระทั่งแม่กลับจากโรงพยาบาลมาอยู่บ้านและหายเป็นปกติ

จำได้ช่วงหนึ่ง  กับพี่ชาย  ลงทุนกับเพื่อน ๆ  ที่บ้านพักรถไฟหาดใหญ่  เลี้ยงเป็ด  โดยไปซื้อลูกเป็ดมาจากตลาดตัวละสองสลึง  เลี้ยงกว่าสิบเดือน(อัตรารอดน้อยมาก  สิบตัวรอดไม่ถึงครึ่ง เพราะยังไม่รู้จักวัคซีน หรือการเลี้ยงดูที่ดีแต่อย่างไร) อาหารก็ใช้เศษข้าวจากบ้าน  หรือ จอกแหน  บางครั้งก็รำข้าว  ที่รั่วและหล่นอยู่ตามพื้นโกดังรถไฟรอบนอก(ใกล้กับสะพานลอยข้ามทางรถไฟ) คนงานหรือเจ้าหน้าที่รถไฟแถวนั้นก็ไม่มายุ่งหรือห้ามปราม เพราะเห็นว่าเป็นลูกหลานคนรถไฟด้วยกัน ก็ช่วยกันโกยใส่ถุงมาจากโกดังรถไฟหาดใหญ่มาผสมเศษอาหารเลี้ยงเป็ด

ปลายปีก็มีคนจีนมาซื้อเป็ดไปขายต่อก่อนไหว้ตรุษจีน  จำได้ตัวหนึ่งไม่เกินกว่าสิบห้าบาท  ก็ดีใจมากแล้ว  เลี้ยงอยู่ประมาณสองหรือสามรุ่น  บ้านพักรถไฟแถวนั้นต้องรื้อถอน ย้ายไปที่อื่น (ช่วงนั้นเป็ดอายุประมาณหกเดือนแล้ว)  จึงต้องนำเป็ดส่วนที่เลี้ยงไว้แถวบ้านพักรถไฟกลับมาที่บ้าน  ตอนค่ำต้องเอาไปไว้ในห้องน้ำ  กลัวขโมยมาลักไป   เลี้ยงอยู่ประมาณอาทิตย์  แม่เลยขอให้ไปให้โค้วอื้มเอาไปเลี้ยงดีกว่าและแกจะได้ขายตอนตรุษจีนด้วย   แกก็รับไปด้วยความเต็มใจ   ช่วงวันไหว้ตรุษจีน  แกก็เอาเป็ดที่ฆ่าแล้วและทำพะโล้มาให้ที่บ้านจำนวนสองตัวจากหกตัว   เรากับพี่ชายหุ้นกันเลี้ยงต่างกินกันไม่ลงเพราะสงสารและนึกถึงวันที่ผูกพันกับมันมากว่าหกเดือนแล้ว

สมัยก่อน  ที่บ้านตอนตรุษจีนหรือสารทจีน  จะมีการซื้อไก่บ้านมาฆ่ากันหลังบ้าน  ดูไก่ถูกเชือดคอและวิ่งพล่านกว่าจะตายก็หลายปี  และที่บ้านก็ไม่มีพี่น้องคนไหนกล้าฆ่าไก่สักคนรวมทั้งพ่อกับแม่ด้วย  ทุกครั้งต้องไหว้วานให้คนงานของพ่อมาฆ่าไก่ให้   และยังต้องยุ่งกับการถอนขนไก่ ต้มไก่  กว่าจะได้ไหว้ก็ปาเข้าไปครึ่งคืนแล้ว จนหลายปีต่อมาจำได้ว่า  ที่บ้านเริ่มซื้อไก่ที่มีคนรับทำสำเร็จรูปมาขายให้  ก็เลยซื้อไก่ประเภทนั้นมาไหว้เจ้าแทน จำได้ปีนั้นเป็นปีสุดท้ายที่  โค้วอึ้ม  มาถามแม่ว่าปีนี้จะซื้อไก่บ้านมาฆ่า แล้วไหว้เจ้าหรือไม่  แม่บอกว่า  ปีนี้คงไม่แล้วเพราะพี่ชายก็ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ กับ ปีนังค์แล้ว  ส่วนที่บ้านก็อยู่กันน้อยกว่าเดิมมาก  ซื้อที่เขาทำไว้สำเร็จรูปง่ายกว่า  และช่วงนั้นพ่อก็ไปทำงานรับเหมาก่อสร้างที่ลพบุรี  คนงานที่มาฆ่าไก่ให้ทุกปีก็ตามไปทำงานกับคุณพ่อที่นั่น  เลยมาไม่สะดวก   จำได้ โค้วอึ้ม ซึมไปเล็กน้อย  เลยถามแม่ว่า  ทำไมไม่ช่วยแกซื้ออีก  แม่ก็บอกถึงความจำเป็นที่มี และบอกว่า  คงไม่เป็นไรหรอก  เพราะไก่ขายช่วงตรุษจีน  ได้ราคาดีกว่าอยู่แล้ว เพียงแต่แกมาขายหลายปีแล้วจนกระทั่งชินว่า  ที่บ้านจะต้องเป็นคนซื้อแกเจ้าแรกทุก ๆ ปี  และที่บ้านก็ซื้อพวกธูปเทียน กระดาษไหว้เจ้าของแกเป็นประจำอยู่แล้ว  แม้ว่าจะมีเจ้าอื่นขายถูกกว่าก็ตาม (ไก่ของโค้วอึ้ม  แกจะเลี้ยงไว้ในคอกตับ  ใส่ช่องละตัวไว้ในหลังบ้าน โดยซื้อมาขุนก่อนตรุษจีนประมาณสองถึงสามเดือนเป็นประจำ  ถ้าจำไม่ผิด)  จำได้ว่า  เคยไปกับแม่ที่ตลาดชีกิมหยง  ไปซื้อกระดาษเงินกระดาษทองและธูปเทียนไหว้เจ้า  ทีแผงของโค้วอึ้มเป็นประจำ

ยังจำได้ว่าช่วงตรุษจีนในวันไหว้เจ้า แม่มักจะให้เอาของไหว้เจ้า(ที่ยังไม่ได้ไหว้)ไปให้แก  แกก็จะเอาของคืนให้มากกว่าที่เราเอาไปให้แก  บางครั้งแกก็เอามาให้ก่อน  พอแม่เอาของใส่คืนให้แกมากกว่า  แกก็ไม่ยอมพยายามเอาออกจนเหลือให้น้อยที่สุดเท่าที่แกจะยื้อได้

ช่วงหลัง  ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ  หลายปี กลับมาที่บ้านก็พบว่า  บ้านห้องแถวเก่าที่โค้วอึ้มอยู่ถูกรื้อถอนสร้างเป็นโรงแรมอินทราไปแล้ว  เลยถามแม่ว่า  โค้วอึ้มไปไหนแล้ว  แม่บอกว่า แกย้ายไปอยู่บ้านพี่น้องแกที่สระบุรีแล้ว  ขาดการติดต่อกันเลย  ส่วนลูกชายแกก็ไป ๆ มา ๆ  เอาแน่นอนไม่ได้ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง บางครั้งเจอก็ลืมถามเรื่องนี้บ้าง เลยไม่รู้ว่าแกไปอยู่ที่ไหนแน่  จนกระทั่งวันหนึ่งเราเจอลูกชายแก   เลยถามถึงโค้วอึ้ม  แกเลยบอกว่า  เสียชีวิตแล้วและฝังอยู่ที่สระบุรี  และไม่ได้บอกใคร ๆ เพราะแกสั่งว่าไม่ต้องบอกกับใครแต่อย่างใด  เพราะไม่อยากรบกวนใคร ๆ  อยากตายแบบเงียบ ๆ และอบอุ่นใจที่บั้นปลายอยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องอีกครั้ง

เป็นความทรงจำสุดท้าย  ที่ขอมอบให้โค้วอึ้ม   เพื่อนของแม่ที่เหมือนญาติ  และเป็นคนดีที่เรารู้จักคนหนึ่งในชีวิตที่ผ่านมา  ขอให้แกไปสู่สุคติและมีชีวิตในภายหน้าที่เป็นสุข สวัสดี กว่าชาตินี้ด้วย